กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก คุมพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย จากสถาการณ์ที่ชาวกัมพูชาเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทย
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้ลงนามคำสั่งประกาศกองกำลังบูรพา เรื่อง การกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ระบุว่า ตามที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ และให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 โดยจังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก จำนวน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ อำเภอคลองหาด อำเภอวัฒนานคร อำเภอวังสมบูรณ์ และอำเภอวังน้ำเย็น นั้น
โดยที่ปรากฏว่าประเทศกัมพูชาได้นำประชาชนเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทย พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคนเพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยและจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 จึงให้กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย แนวรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย
...
ข้อ 2 ให้ถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย
ข้อ 3 มาตรการในการเข้าไปในพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้
3.1 ห้ามพกพาอาวุธทุกชนิด หรือสิ่งเทียมอาวุธเข้ามาในพื้นที่
3.2 ห้ามปิดเส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่
3.3 ห้ามถ่ายภาพฐานปฏิบัติการทางทหาร
3.4 ห้ามทะเลาะวิวาท และดื่มของมึนเมา
3.5 ห้ามนำเครื่องขยายเสียงเข้าในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้ลงนามคำสั่งประกาศกองกำลังบูรพา เรื่อง การกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ระบุว่า ตามที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ และให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 โดยจังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก จำนวน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ อำเภอคลองหาด อำเภอวัฒนานคร อำเภอวังสมบูรณ์ และอำเภอวังน้ำเย็น นั้น
โดยที่ปรากฏว่าประเทศกัมพูชาได้นำประชาชนเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทย พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคนเพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยและจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 จึงให้กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย แนวรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย
...
ข้อ 2 ให้ถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย
ข้อ 3 มาตรการในการเข้าไปในพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้
3.1 ห้ามพกพาอาวุธทุกชนิด หรือสิ่งเทียมอาวุธเข้ามาในพื้นที่
3.2 ห้ามปิดเส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่
3.3 ห้ามถ่ายภาพฐานปฏิบัติการทางทหาร
3.4 ห้ามทะเลาะวิวาท และดื่มของมึนเมา
3.5 ห้ามนำเครื่องขยายเสียงเข้าในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568
ทบ.ชี้แจงพร้อมหลักฐาน วางทุ่น PMN-2 เป็นของใหม่ ไม่ใช่ตกค้างจากสงคราม จี้กัมพูชาเคารพกติกาสากล หยุดปฏิเสธ หลังพบคลิป–ภาพชัด มีการวางทุ่น PMN-2 จริง
จากกรณีเมื่อ 27 ส.ค. 68 ที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธต่อเหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด โดยระบุว่ากัมพูชายืนยันว่าไม่ได้มีการใช้หรือวางทุ่นระเบิดใหม่ และยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนั้น
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้ว่า บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาจะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่เพียงสองฝ่ายคือไทยและกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมา มีเพียงฝ่ายไทยที่เป็นผู้ประสบเหตุมาโดยตลอด
ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 68 จากการสถาปนาความมั่นคงโดยหน่วยทหารช่าง บริเวณพื้นที่ภูมะเขือมีการตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 ทั้งที่เตรียมไว้รอนำไปติดตั้ง และที่ติดตั้งแล้ว บริเวณแนววางกำลังเดิมของฝ่ายกัมพูชาเป็นจำนวนมาก
อีกทั้งเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 68 มีการตรวจพบทหารกัมพูชา 2–3 นาย แต่งกายในลักษณะหน่วย BHQ ปฏิบัติการดักซุ่มตรวจการณ์ฝ่ายไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย จึงได้ยิงขับไล่ไป เมื่อเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ พบทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ทุ่น ต่อมาหลังจากนั้นยังพบเพิ่มอีก 2 ทุ่น รวมเป็น 3 ทุ่นอยู่ในบริเวณดังกล่าว
รวมถึงพบหลักฐานจากการโพสต์ภาพในสื่อสังคมออนไลน์ โดยอินฟลูเอนเซอร์กัมพูชาที่ไปถ่ายทำคอนเทนต์บริเวณปราสาทตาควาย และนำไปเผยแพร่เมื่อ 30 ก.ค. 68 โดยในภาพปรากฏเห็นพวงทุ่นระเบิด PMN-2 ร่วมอยู่ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีคลิปจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผย พร้อมเสียงสนทนาของทหารกัมพูชาที่กำลังเก็บและเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิด PMN-2 เพื่อไปวางในพื้นที่ใหม่ รวมทั้งคลิปจากโทรศัพท์ที่ทหารกัมพูชาทิ้งไว้ในพื้นที่ภูมะเขือ ซึ่งฝ่ายไทยตรวจพบเมื่อ 19 ส.ค. 68 โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของกองทัพเรือ (TMAC) เมื่อตรวจสอบภายในพบคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่ชัดเจนว่า ทหารกัมพูชากำลังถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 พร้อมเสียงสนทนาเป็นภาษาเขมร ระบุว่าเป็นการสาธิตวิธีการใช้งาน ก่อนนำไปลักลอบฝังในพื้นที่ชายแดนไทย
ประกอบกับท่าทีในการประชุม GBC เมื่อ 7 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา กัมพูชาไม่ยอมรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทั้งที่กัมพูชามีภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติว่าเป็นประเทศต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด และได้รับทุนสนับสนุนจำนวนมากในแต่ละปี และล่าสุด ในเวทีการประชุม RBC แม้กัมพูชาจะเริ่มรับข้อเสนอ แต่ก็พยายามยื้อโดยขอให้ไปหารือรายละเอียดกันอีกครั้งในเวที GBC ลักษณะเหมือนเป็นการซื้อเวลา
อีกทั้งกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ยังได้ปฏิเสธอีกว่า ได้ย้ำเตือนต่อประเทศไทยและประชาคมระหว่างประเทศในหลายโอกาสแล้วว่า พื้นที่บางส่วนในเขตแดนของกัมพูชายังมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีต ซึ่งต่อกรณีนี้ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะหน่วยงาน TMAC ของไทย เคยเก็บกู้ทุ่นระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตเสร็จสิ้นแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2019 รวมทั้งสิ้น 1,300 ลูก และในจำนวนนั้น ไม่พบว่ามีทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 แต่อย่างใด จึงยืนยันได้ว่า ทุ่นระเบิดที่ใช้กันในช่วงสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ไม่ได้มีชนิด PMN-2 อยู่ในช่วงเวลานั้นแน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่แตกต่างกันชัดเจน ระหว่างทุ่นระเบิดที่เคยใช้ในสงครามภายในของกัมพูชากับทุ่นระเบิด PMN-2 โดยทุ่นระเบิด PMN-2 มีลักษณะเป็นพลาสติกแข็ง ผิวมันวาว มีตัวอักษรและตัวเลขพิมพ์อยู่ด้านข้าง อ่านง่าย คมชัด ทั้งหมดนี้จึงยืนยันได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดรุ่นใหม่
ตลอดจนการไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดย TMAC ในอดีตซึ่งฝ่ายกัมพูชามักไม่ให้ความร่วมมือในหลายพื้นที่ใกล้แนวเส้นเขตแดนถือเป็นข้อพิรุธที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงเอกสารรายงานที่ส่งถึงอนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 ระบุชัดเจนว่ากัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่น ๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่กลับลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของประเทศไทย
กองทัพบกจึงขอเรียกร้องให้ทหารกัมพูชายึดมั่นในศักดิ์ศรีของการเป็นทหาร คำนึงถึงเกียรติยศขององค์กร การพยายามปฏิเสธในสิ่งที่ได้กระทำลงไปแล้ว ในขณะที่ฝ่ายไทยมีพยานหลักฐานสามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจน ถือเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง จึงอยากให้ฝ่ายกัมพูชาเคารพในข้อตกลงที่มีระหว่างกัน และยึดมั่นในกฎกติกาสากลอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดเท่านั้น แต่ควรแสดงออกผ่านการกระทำด้วย
จากกรณีเมื่อ 27 ส.ค. 68 ที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธต่อเหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด โดยระบุว่ากัมพูชายืนยันว่าไม่ได้มีการใช้หรือวางทุ่นระเบิดใหม่ และยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนั้น
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้ว่า บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาจะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่เพียงสองฝ่ายคือไทยและกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมา มีเพียงฝ่ายไทยที่เป็นผู้ประสบเหตุมาโดยตลอด
ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 68 จากการสถาปนาความมั่นคงโดยหน่วยทหารช่าง บริเวณพื้นที่ภูมะเขือมีการตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 ทั้งที่เตรียมไว้รอนำไปติดตั้ง และที่ติดตั้งแล้ว บริเวณแนววางกำลังเดิมของฝ่ายกัมพูชาเป็นจำนวนมาก
อีกทั้งเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 68 มีการตรวจพบทหารกัมพูชา 2–3 นาย แต่งกายในลักษณะหน่วย BHQ ปฏิบัติการดักซุ่มตรวจการณ์ฝ่ายไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย จึงได้ยิงขับไล่ไป เมื่อเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ พบทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ทุ่น ต่อมาหลังจากนั้นยังพบเพิ่มอีก 2 ทุ่น รวมเป็น 3 ทุ่นอยู่ในบริเวณดังกล่าว
รวมถึงพบหลักฐานจากการโพสต์ภาพในสื่อสังคมออนไลน์ โดยอินฟลูเอนเซอร์กัมพูชาที่ไปถ่ายทำคอนเทนต์บริเวณปราสาทตาควาย และนำไปเผยแพร่เมื่อ 30 ก.ค. 68 โดยในภาพปรากฏเห็นพวงทุ่นระเบิด PMN-2 ร่วมอยู่ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีคลิปจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผย พร้อมเสียงสนทนาของทหารกัมพูชาที่กำลังเก็บและเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิด PMN-2 เพื่อไปวางในพื้นที่ใหม่ รวมทั้งคลิปจากโทรศัพท์ที่ทหารกัมพูชาทิ้งไว้ในพื้นที่ภูมะเขือ ซึ่งฝ่ายไทยตรวจพบเมื่อ 19 ส.ค. 68 โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของกองทัพเรือ (TMAC) เมื่อตรวจสอบภายในพบคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่ชัดเจนว่า ทหารกัมพูชากำลังถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 พร้อมเสียงสนทนาเป็นภาษาเขมร ระบุว่าเป็นการสาธิตวิธีการใช้งาน ก่อนนำไปลักลอบฝังในพื้นที่ชายแดนไทย
ประกอบกับท่าทีในการประชุม GBC เมื่อ 7 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา กัมพูชาไม่ยอมรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทั้งที่กัมพูชามีภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติว่าเป็นประเทศต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด และได้รับทุนสนับสนุนจำนวนมากในแต่ละปี และล่าสุด ในเวทีการประชุม RBC แม้กัมพูชาจะเริ่มรับข้อเสนอ แต่ก็พยายามยื้อโดยขอให้ไปหารือรายละเอียดกันอีกครั้งในเวที GBC ลักษณะเหมือนเป็นการซื้อเวลา
อีกทั้งกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ยังได้ปฏิเสธอีกว่า ได้ย้ำเตือนต่อประเทศไทยและประชาคมระหว่างประเทศในหลายโอกาสแล้วว่า พื้นที่บางส่วนในเขตแดนของกัมพูชายังมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีต ซึ่งต่อกรณีนี้ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะหน่วยงาน TMAC ของไทย เคยเก็บกู้ทุ่นระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตเสร็จสิ้นแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2019 รวมทั้งสิ้น 1,300 ลูก และในจำนวนนั้น ไม่พบว่ามีทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 แต่อย่างใด จึงยืนยันได้ว่า ทุ่นระเบิดที่ใช้กันในช่วงสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ไม่ได้มีชนิด PMN-2 อยู่ในช่วงเวลานั้นแน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่แตกต่างกันชัดเจน ระหว่างทุ่นระเบิดที่เคยใช้ในสงครามภายในของกัมพูชากับทุ่นระเบิด PMN-2 โดยทุ่นระเบิด PMN-2 มีลักษณะเป็นพลาสติกแข็ง ผิวมันวาว มีตัวอักษรและตัวเลขพิมพ์อยู่ด้านข้าง อ่านง่าย คมชัด ทั้งหมดนี้จึงยืนยันได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดรุ่นใหม่
ตลอดจนการไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดย TMAC ในอดีตซึ่งฝ่ายกัมพูชามักไม่ให้ความร่วมมือในหลายพื้นที่ใกล้แนวเส้นเขตแดนถือเป็นข้อพิรุธที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงเอกสารรายงานที่ส่งถึงอนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 ระบุชัดเจนว่ากัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่น ๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่กลับลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของประเทศไทย
กองทัพบกจึงขอเรียกร้องให้ทหารกัมพูชายึดมั่นในศักดิ์ศรีของการเป็นทหาร คำนึงถึงเกียรติยศขององค์กร การพยายามปฏิเสธในสิ่งที่ได้กระทำลงไปแล้ว ในขณะที่ฝ่ายไทยมีพยานหลักฐานสามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจน ถือเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง จึงอยากให้ฝ่ายกัมพูชาเคารพในข้อตกลงที่มีระหว่างกัน และยึดมั่นในกฎกติกาสากลอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดเท่านั้น แต่ควรแสดงออกผ่านการกระทำด้วย
ไม่ล่มประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่จังหวัดสระแก้ว เริ่มตอนตีหนึ่ง กับอีก 9 นาที เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม เตรียมลุยต่อช่วงเช้าวันนี้
ความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ จ.สระแก้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 01.30 น. ที่ผ่านมา กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) ได้จัดการประชุมสมัยวิสามัญ ณ สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาการประชุมครั้งนี้มี พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโทซอ กีมปะ (Sar Kimpak) รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา เข้าร่วมลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมร่วม
ก่อนการประชุม คณะฝ่ายกัมพูชาได้ขอเลื่อนเวลาเข้าร่วมออกไป เพื่อทำการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร โดยได้เดินทางเข้ามายังฝั่งไทยผ่านด่านคลองลึก ในเวลา 23.56 น. และถึงสโมสรนายทหาร มทบ.19 เวลาประมาณ 00.05 น.ทันทีที่เดินทางมาถึง พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ได้ให้การต้อนรับ พลโทซอ กีมปะ พร้อมนำเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อหารือเบื้องต้น ขณะเดียวกันคณะทำงานกองเลขานุการฯ ไทย–กัมพูชา ได้ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของร่างเอกสารการประชุม การประชุมและการลงนาม การประชุมเริ่มต้นขึ้นในเวลา 01.09 น. โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเนื้อหาสำคัญตามระเบียบวาระ และกล่าวปิดประชุมในเวลา 02.12 น.
จากนั้นมีพิธีลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) และแลกเปลี่ยนแฟ้มเอกสารระหว่างผู้แทนระดับสูงทั้งสองฝ่าย เสร็จสิ้นในเวลา 02.19 น.เดินทางกลับและการประชุมต่อ
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ คณะฝ่ายกัมพูชาได้เดินทางกลับประเทศ และจะกลับเข้าร่วมการประชุมอีกครั้งในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อหารือตามกำหนดการที่เหลือ ทั้งนี้ เนื้อหารายละเอียดของร่างบันทึกการประชุมดังกล่าว อยู่ระหว่างการเรียบเรียงและจะเผยแพร่ให้ทราบต่อไป.
เหตุเลื่อนการประชุมและการเดินทางของฝ่ายกัมพูชา
ความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ จ.สระแก้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 01.30 น. ที่ผ่านมา กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) ได้จัดการประชุมสมัยวิสามัญ ณ สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาการประชุมครั้งนี้มี พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโทซอ กีมปะ (Sar Kimpak) รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา เข้าร่วมลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมร่วม
ก่อนการประชุม คณะฝ่ายกัมพูชาได้ขอเลื่อนเวลาเข้าร่วมออกไป เพื่อทำการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร โดยได้เดินทางเข้ามายังฝั่งไทยผ่านด่านคลองลึก ในเวลา 23.56 น. และถึงสโมสรนายทหาร มทบ.19 เวลาประมาณ 00.05 น.ทันทีที่เดินทางมาถึง พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ได้ให้การต้อนรับ พลโทซอ กีมปะ พร้อมนำเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อหารือเบื้องต้น ขณะเดียวกันคณะทำงานกองเลขานุการฯ ไทย–กัมพูชา ได้ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของร่างเอกสารการประชุม การประชุมและการลงนาม การประชุมเริ่มต้นขึ้นในเวลา 01.09 น. โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเนื้อหาสำคัญตามระเบียบวาระ และกล่าวปิดประชุมในเวลา 02.12 น.
จากนั้นมีพิธีลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) และแลกเปลี่ยนแฟ้มเอกสารระหว่างผู้แทนระดับสูงทั้งสองฝ่าย เสร็จสิ้นในเวลา 02.19 น.เดินทางกลับและการประชุมต่อ
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ คณะฝ่ายกัมพูชาได้เดินทางกลับประเทศ และจะกลับเข้าร่วมการประชุมอีกครั้งในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อหารือตามกำหนดการที่เหลือ ทั้งนี้ เนื้อหารายละเอียดของร่างบันทึกการประชุมดังกล่าว อยู่ระหว่างการเรียบเรียงและจะเผยแพร่ให้ทราบต่อไป.
เหตุเลื่อนการประชุมและการเดินทางของฝ่ายกัมพูชา
"รองแม่ทัพภาคที่ 2" ยืนยัน "ช่องอานม้า" สถานการณ์ปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ตามที่เป็นข่าวลือ
วันที่ 10 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความเรื่อง "ช่องอานม้าสถานการณ์ปกติ" โดยระบุว่า "พลตรีวีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันหลังเพิ่งลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ที่ช่องอานม้า ย้ำชัดสถานการณ์ปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ตามที่เป็นข่าวลือ
ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามภารกิจติดตามความมั่นคงชายแดน และได้ตรวจสอบกับหน่วยที่เกี่ยวข้องแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ
วันที่ 10 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความเรื่อง "ช่องอานม้าสถานการณ์ปกติ" โดยระบุว่า "พลตรีวีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันหลังเพิ่งลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ที่ช่องอานม้า ย้ำชัดสถานการณ์ปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ตามที่เป็นข่าวลือ
ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามภารกิจติดตามความมั่นคงชายแดน และได้ตรวจสอบกับหน่วยที่เกี่ยวข้องแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ
"แม่ทัพภาคที่ 2" คาด "กัมพูชา" สูญเสียทหารมากกว่า 3,000 นาย พร้อมเตือนประชาชนช่วยกันสอดส่องโดรนในทุกพื้นที่สำคัญ เชื่อฝ่ายตรงข้ามต้องการรู้พิกัดจุดยุทธศาสตร์
วันที่ 10 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สโมสรร่วมเริงชัย ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เป็นตัวแทนรับมอบเครื่องเวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภคจาก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา พร้อมกันนี้ยังได้รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และโดรนจากภาคเอกชน เพื่อส่งมอบต่อไปให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชานอกจากนี้ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยได้ร่วมมอบเงินสนับสนุนให้แก่กองทัพภาคที่ 2 จำนวน 3 แสนบาท โดยมี ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาร่วมด้วย
พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้บรรยายสรุปสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด ให้กับผู้ที่ร่วมมอบสิ่งของให้กับกำลังพลในครั้งนี้ว่า ตอนที่ตนเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ในเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ตนพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการวางกำลังรุกล้ำเข้ามาจากเส้นเขตแดนไทยราว 100-150 เมตร นี่คือการล้ำเขตแดนครั้งแรกที่ตนไม่อาจยอมรับได้ และตั้งใจที่จะผลักดันให้ออกไป แม้ฝ่ายไทยจะพยายามเจรจาให้ถอนกำลัง แต่ไม่เป็นผล ตนจึงตัดสินใจปิดด่าน ซึ่งได้รับคำยืนยันจากฝ่ายกัมพูชาว่าจะถอนกำลังหากเปิดด่าน แต่หลังจากการเจรจา และเปิดด่าน ทหารไทยกลับเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องบก และต่อมาก็เกิดเหตุเหยียบกับระเบิดซ้ำที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาไม่เคารพอนุสัญญาออตตาวา
สำหรับเหตุการณ์ที่ปราสาทตาเมือนธม ในอดีตเคยเปิดให้ประชาชนทั้งสองประเทศขึ้นมาสักการะได้ แต่เกิดความวุ่นวายจนประชาชนไทย และกัมพูชามีแนวโน้มจะปะทะกัน ตนจึงตัดสินใจปิดปราสาท ซึ่งการปิดครั้งนั้นเท่ากับการประกาศสงคราม นำไปสู่การยิงปะทะกัน โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน โดยในช่วงระยะเวลา 4 วันที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรามีเป้าหมายที่ฝ่ายเราต้องปฏิบัติการอยู่ 11 ที่หมาย ซึ่งเกือบทุกที่หมายเรายึดครองได้ 100%
แต่ปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชาได้ตั้งฐานอยู่ใกล้ตัวปราสาท และมีการวางกับระเบิดไว้หน้าแนวปราสาทตาควาย จึงยังเป็นปราสาทเดียวที่เรายังคงตรึงกำลังอยู่ห่างออกมาประมาณ 30 เมตร เรายังเข้าไปยึดในตัวปราสาทไม่ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาวางกำลังเข้มแข็ง และภูมิประเทศเราก็เสียเปรียบ ซึ่งขั้นตอนต่อไปทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปพูดคุยกันในระดับรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรกันต่อไป
ทั้งนี้ ระหว่างการบรรยายสรุปสถานการณ์ได้มีผู้ถามแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า เหตุการณ์ปะทะกันครั้งนี้ กำลังพลฝ่ายกัมพูชาสูญเสียมากน้อยแค่ไหน แม่ทัพภาคที่ 2 ตอบว่า ไม่ต่ำกว่า 3,000 นาย ก็สูญเสียเยอะ เพราะเขาเข้ามาทีละเยอะๆ ก็เห็นใจฝ่ายเขา แต่เขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำของเขา
สถานการณ์เรื่องโดรนขณะนี้แยกเป็น 2 ส่วน คือ โดรนบริเวณชายแดน และโดรนบริเวณพื้นที่ตอนใน โดรนที่ชายแดนเป็นเรื่องของยุทธวิธี ซึ่งทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายกัมพูชาก็มีเหมือนกัน ทุกวันนี้จะใช้โดรนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก อยากฝากไปทางรัฐสภาในเรื่องโดรน ซึ่งน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของชาติได้ ส่วนเรื่องโดรนที่ขึ้นบินในพื้นที่ตอนใน ก็มีการจับกุมได้ทั้งคนไทย คนจีน และคนกัมพูชา ซึ่งก็มาในรูปแบบของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องวางสายข่าวไว้ ในการเข้ามาหาที่ตั้งของสนามบิน บ้านผู้นำทางทหาร คลังกระสุน คลังระเบิด โดยทางฝ่ายเราได้แจ้งไปทางผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสานทำงานบูรณาการร่วมกับตำรวจ จัดหาเครื่องมือแอนตี้โดรน และค้นหาบุคคลที่บินโดรนให้ได้
อย่างไรก็ตาม หากจับกุมคนบินโดรนได้ ทางตำรวจก็ต้องสอบสวนไปให้สุด อย่าเพิ่งปล่อยตัว และสรุปเร็วเกินไป เพราะตนเชื่อว่าคนที่บินโดรนใกล้กับสนามบินและคลังอาวุธ ไม่น่าจะใช่คนธรรมดา ซึ่งพวกเราทุกฝ่ายต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะโดรนใช้หาข้อมูลพิกัดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และเขาก็จะสามารถตั้งพิกัดในขีปนาวุธได้ นี่ก็คือเหตุผลที่เขาบินโดรน เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว ในวันข้างหน้าเราอาจจะต้องมีบ้านใต้ดินไว้.
วันที่ 10 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สโมสรร่วมเริงชัย ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เป็นตัวแทนรับมอบเครื่องเวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภคจาก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา พร้อมกันนี้ยังได้รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และโดรนจากภาคเอกชน เพื่อส่งมอบต่อไปให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชานอกจากนี้ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยได้ร่วมมอบเงินสนับสนุนให้แก่กองทัพภาคที่ 2 จำนวน 3 แสนบาท โดยมี ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาร่วมด้วย
พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้บรรยายสรุปสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด ให้กับผู้ที่ร่วมมอบสิ่งของให้กับกำลังพลในครั้งนี้ว่า ตอนที่ตนเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ในเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ตนพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการวางกำลังรุกล้ำเข้ามาจากเส้นเขตแดนไทยราว 100-150 เมตร นี่คือการล้ำเขตแดนครั้งแรกที่ตนไม่อาจยอมรับได้ และตั้งใจที่จะผลักดันให้ออกไป แม้ฝ่ายไทยจะพยายามเจรจาให้ถอนกำลัง แต่ไม่เป็นผล ตนจึงตัดสินใจปิดด่าน ซึ่งได้รับคำยืนยันจากฝ่ายกัมพูชาว่าจะถอนกำลังหากเปิดด่าน แต่หลังจากการเจรจา และเปิดด่าน ทหารไทยกลับเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องบก และต่อมาก็เกิดเหตุเหยียบกับระเบิดซ้ำที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาไม่เคารพอนุสัญญาออตตาวา
สำหรับเหตุการณ์ที่ปราสาทตาเมือนธม ในอดีตเคยเปิดให้ประชาชนทั้งสองประเทศขึ้นมาสักการะได้ แต่เกิดความวุ่นวายจนประชาชนไทย และกัมพูชามีแนวโน้มจะปะทะกัน ตนจึงตัดสินใจปิดปราสาท ซึ่งการปิดครั้งนั้นเท่ากับการประกาศสงคราม นำไปสู่การยิงปะทะกัน โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน โดยในช่วงระยะเวลา 4 วันที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรามีเป้าหมายที่ฝ่ายเราต้องปฏิบัติการอยู่ 11 ที่หมาย ซึ่งเกือบทุกที่หมายเรายึดครองได้ 100%
แต่ปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชาได้ตั้งฐานอยู่ใกล้ตัวปราสาท และมีการวางกับระเบิดไว้หน้าแนวปราสาทตาควาย จึงยังเป็นปราสาทเดียวที่เรายังคงตรึงกำลังอยู่ห่างออกมาประมาณ 30 เมตร เรายังเข้าไปยึดในตัวปราสาทไม่ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาวางกำลังเข้มแข็ง และภูมิประเทศเราก็เสียเปรียบ ซึ่งขั้นตอนต่อไปทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปพูดคุยกันในระดับรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรกันต่อไป
ทั้งนี้ ระหว่างการบรรยายสรุปสถานการณ์ได้มีผู้ถามแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า เหตุการณ์ปะทะกันครั้งนี้ กำลังพลฝ่ายกัมพูชาสูญเสียมากน้อยแค่ไหน แม่ทัพภาคที่ 2 ตอบว่า ไม่ต่ำกว่า 3,000 นาย ก็สูญเสียเยอะ เพราะเขาเข้ามาทีละเยอะๆ ก็เห็นใจฝ่ายเขา แต่เขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำของเขา
สถานการณ์เรื่องโดรนขณะนี้แยกเป็น 2 ส่วน คือ โดรนบริเวณชายแดน และโดรนบริเวณพื้นที่ตอนใน โดรนที่ชายแดนเป็นเรื่องของยุทธวิธี ซึ่งทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายกัมพูชาก็มีเหมือนกัน ทุกวันนี้จะใช้โดรนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก อยากฝากไปทางรัฐสภาในเรื่องโดรน ซึ่งน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของชาติได้ ส่วนเรื่องโดรนที่ขึ้นบินในพื้นที่ตอนใน ก็มีการจับกุมได้ทั้งคนไทย คนจีน และคนกัมพูชา ซึ่งก็มาในรูปแบบของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องวางสายข่าวไว้ ในการเข้ามาหาที่ตั้งของสนามบิน บ้านผู้นำทางทหาร คลังกระสุน คลังระเบิด โดยทางฝ่ายเราได้แจ้งไปทางผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสานทำงานบูรณาการร่วมกับตำรวจ จัดหาเครื่องมือแอนตี้โดรน และค้นหาบุคคลที่บินโดรนให้ได้
อย่างไรก็ตาม หากจับกุมคนบินโดรนได้ ทางตำรวจก็ต้องสอบสวนไปให้สุด อย่าเพิ่งปล่อยตัว และสรุปเร็วเกินไป เพราะตนเชื่อว่าคนที่บินโดรนใกล้กับสนามบินและคลังอาวุธ ไม่น่าจะใช่คนธรรมดา ซึ่งพวกเราทุกฝ่ายต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะโดรนใช้หาข้อมูลพิกัดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และเขาก็จะสามารถตั้งพิกัดในขีปนาวุธได้ นี่ก็คือเหตุผลที่เขาบินโดรน เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว ในวันข้างหน้าเราอาจจะต้องมีบ้านใต้ดินไว้.