นักวิทยุอาสาสมัคร หรือ ที่เรียกกันว่า VR หรือนักวิทยุสมัครเล่นในปัจจุบัน
HS72KING" กิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล "
เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
จงรักษา HS (อ่านว่า โฮ-เทล เซีย-รา) ของเราไว้ไปจนตาย อย่าปล่อยให้บัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นหมดและขาดอายุ
ความเป็นมา ของ นามเรียกขาน(หากยึดถือตามบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นจะเรียกว่า สัญญาณเรียกขาน) หรือที่เรียกติดปากว่าคอลซายน์ (Call Sign )
Call Sign เป็นสัญญาณเรียกขานที่ได้รับมาจาก ITU (International Telecommunication Union : องกรค์นานาชาติที่กำกับดูแลความถี่วิทยุ) โดยแต่ละประเทศนั้นจะขึ้นด้วย Prefix ที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถบอกได้ว่าเป็นนามเรียกขานของประเทศไหน
ในช่วงแรกประเทศไทยเราเองเริ่มต้นที่ HS
ถามว่าทำไมต้องเริ่มต้นด้วย HS (อ่านว่า โฮ-เทล เซีย-รา)
จากประวัติที่ได้รับการบันทึก "ท่านอาจารย์อุดม จะโนภาษ" เขียนไว้ว่า "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน" เล่าให้ฟังว่าในขณะนั้นยังมีอักษรอื่นๆก่อนตัว HS แต่ที่ทรงเลือกอักษร HS เพราะจะให้มีความหมายว่า “ His Majesty The King Of SIAM ” ซึ่งในสมัยนั้นประเทศไทยยังเรียกว่า SIAM อยู่เวลาเรียกขานวิทยุทีนึง ก็จะได้ยินการถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยจึงมีสัญญาณเรียกขานว่า HS ตั้งแต่บัดนั้นมา เมื่อทุกท่านได้ทราบความเป็นมาแล้ว จงภูมิใจเถิดครับที่ได้มีโอกาสใช้ Prefix ที่มีความหมายดีๆแบบนี้
สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทย โดยใช้รูปแบบที่ระบุ ในข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศ และกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้
HS n 1
HS n 12
HS n 123
จากรหัสข้างต้นนั้น มีความหมายตาม อักษรดังนี้
HS หมายถึง ระบุว่าเป็น call sign ที่มาจากประเทศไทย
n หมายถึง ตัวเลข 0 ถึง 9 ใช้ระบุว่าอยู่ในเขตพื้นที่ใดของประเทศไทย
พยัญชนะ 1 ตัว หรือ 2 ตัว หรือ 3 ตัว มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1 - ใช้สำหรับระดับ บุคคลสำคัญระดับสูงของประเทศ
12 - ใช้เรียงตามลำดับจาก AA - ZZ ยกเว้น AA - AZ ซึ่งสำรองไว้สำหรับสถานีกรณีพิเศษ เช่น สถานีทวนสัญญาณ (beacon), สถานีของชมรม หรือสมาคม (Club Station) และ สถานีชั่วคราวเฉพาะกิจ และยกเว้น CQ, HS
123 - ใช้เรียงตามลำดับนามเรียกขานทั่วไปโดยเรียงจาก AAA - ZZZ ยกเว้น DDD ,QAA - QZZ , SOS และ TTT
โดยปัจจุบันนามเรียกขานสำหรับนักวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทยล่าสุด คือ
E2 (อ่านว่า เอ็ค-โค่ ทู) และใช้เรียงลำดับเหมือนกับ HS ที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเช่นเดียวกัน
นักวิทยุสมัครเล่นทุกท่านจงภูมิใจได้ว่า ในทุกๆครั้งที่ออกอากาศวิทยุสื่อสารและกล่าว call sign เปรียบเสมือนเราทุกคนได้สดุดีและถวายความเคารพแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราครับ
ปล.เพื่อนๆท่านใดที่ได้ นามเรียกขาน (หากยึดถือตามบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นจะเรียกว่า สัญญาณเรียกขาน) หรือที่เรียกติดปากว่าคอลซายน์ (Call Sign )เป็นสัญญาณเรียกขาน HS (อ่านว่า โฮ-เทล เซีย-รา) จงรักษา HS (อ่านว่า โฮ-เทล เซีย-รา) ของเราไว้ไปจนตาย อย่าปล่อยให้บัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นหมดและขาดอายุ
ความเป็นมา ของ นามเรียกขาน(หากยึดถือตามบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นจะเรียกว่า สัญญาณเรียกขาน) หรือที่เรียกติดปากว่าคอลซายน์ (Call Sign )
Call Sign เป็นสัญญาณเรียกขานที่ได้รับมาจาก ITU (International Telecommunication Union : องกรค์นานาชาติที่กำกับดูแลความถี่วิทยุ) โดยแต่ละประเทศนั้นจะขึ้นด้วย Prefix ที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถบอกได้ว่าเป็นนามเรียกขานของประเทศไหน
ในช่วงแรกประเทศไทยเราเองเริ่มต้นที่ HS
ถามว่าทำไมต้องเริ่มต้นด้วย HS (อ่านว่า โฮ-เทล เซีย-รา)
จากประวัติที่ได้รับการบันทึก "ท่านอาจารย์อุดม จะโนภาษ" เขียนไว้ว่า "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน" เล่าให้ฟังว่าในขณะนั้นยังมีอักษรอื่นๆก่อนตัว HS แต่ที่ทรงเลือกอักษร HS เพราะจะให้มีความหมายว่า “ His Majesty The King Of SIAM ” ซึ่งในสมัยนั้นประเทศไทยยังเรียกว่า SIAM อยู่เวลาเรียกขานวิทยุทีนึง ก็จะได้ยินการถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยจึงมีสัญญาณเรียกขานว่า HS ตั้งแต่บัดนั้นมา เมื่อทุกท่านได้ทราบความเป็นมาแล้ว จงภูมิใจเถิดครับที่ได้มีโอกาสใช้ Prefix ที่มีความหมายดีๆแบบนี้
สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทย โดยใช้รูปแบบที่ระบุ ในข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศ และกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้
HS n 1
HS n 12
HS n 123
จากรหัสข้างต้นนั้น มีความหมายตาม อักษรดังนี้
HS หมายถึง ระบุว่าเป็น call sign ที่มาจากประเทศไทย
n หมายถึง ตัวเลข 0 ถึง 9 ใช้ระบุว่าอยู่ในเขตพื้นที่ใดของประเทศไทย
พยัญชนะ 1 ตัว หรือ 2 ตัว หรือ 3 ตัว มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1 - ใช้สำหรับระดับ บุคคลสำคัญระดับสูงของประเทศ
12 - ใช้เรียงตามลำดับจาก AA - ZZ ยกเว้น AA - AZ ซึ่งสำรองไว้สำหรับสถานีกรณีพิเศษ เช่น สถานีทวนสัญญาณ (beacon), สถานีของชมรม หรือสมาคม (Club Station) และ สถานีชั่วคราวเฉพาะกิจ และยกเว้น CQ, HS
123 - ใช้เรียงตามลำดับนามเรียกขานทั่วไปโดยเรียงจาก AAA - ZZZ ยกเว้น DDD ,QAA - QZZ , SOS และ TTT
โดยปัจจุบันนามเรียกขานสำหรับนักวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทยล่าสุด คือ
E2 (อ่านว่า เอ็ค-โค่ ทู) และใช้เรียงลำดับเหมือนกับ HS ที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเช่นเดียวกัน
นักวิทยุสมัครเล่นทุกท่านจงภูมิใจได้ว่า ในทุกๆครั้งที่ออกอากาศวิทยุสื่อสารและกล่าว call sign เปรียบเสมือนเราทุกคนได้สดุดีและถวายความเคารพแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราครับ
ปล.เพื่อนๆท่านใดที่ได้ นามเรียกขาน (หากยึดถือตามบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นจะเรียกว่า สัญญาณเรียกขาน) หรือที่เรียกติดปากว่าคอลซายน์ (Call Sign )เป็นสัญญาณเรียกขาน HS (อ่านว่า โฮ-เทล เซีย-รา) จงรักษา HS (อ่านว่า โฮ-เทล เซีย-รา) ของเราไว้ไปจนตาย อย่าปล่อยให้บัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นหมดและขาดอายุ
สมาคมนักวิทยุอาสาสมัคร ระดมสรรพกำลังในการสนับสนุนระบบสื่อสาร ในเหตุการณ์อาคารถล่ม เนื่องจากแผ่นดินไหว โดยสนับสนุนระบบสื่อสารให้กับ กรมแพทย์ทหารบก และ ในพื้นที่จุดเกิดเหตุอาคารถล่ม
ข่าวสาระน่ารู้ ASL - NODE NODE จังหวัดต่างๆ
8 เรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับ "ไดโอด"ชนิดธรรมดา (Rectifier Diode)
1. ไดโอดกันกระแสย้อนกลับได้ 100%
ความจริง : กันได้แค่ระดับหนึ่ง ยังมีกระแสเล็ดลอดได้เล็กน้อย
เราจะเรียกว่า (Leakage Current) โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิสูง
2. ไดโอดทุกตัวแรงดันตกคร่อมเท่ากันเสมอ
ความจริง : แต่ละรุ่นไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่จะอยู่ราว ๆ 0.6–0.7 โวลต์ เราจะเรียกว่า (Forward Voltage Drop)
3. ไดโอดเรียงกระแสทั่วไป ใช้กับงานที่ความถี่สูงๆได้
ความจริง: ไดโอดเรียงกระแสทั่วไปมีความเร็วสวิตช์ต่ำ ไม่เหมาะกับงานความถี่สูง ต้องใช้ Fast Recovery หรือ Schottky
4. ไดโอดตัดไฟย้อนกลับได้ทันที
ความจริง: ในตอนที่เราสลับขั้วหรือเปลี่ยนทิศทางใช้เวลา ประมาณ หลายร้อยนาโนวินาที ถึงหลายไมโครวินาที (ใช้เวลานิดหน่อย)
5. ไดโอด สามารถทนแรงดันย้อนกลับได้ไม่จำกัด
ความจริง : ต้องเลือกค่าที่เรียกว่า Reverse Voltage Rating ให้สูงกว่าที่แรงดันที่ใช้จริง มิฉะนั้นไดโอดจะเสียหาย
6. ไดโอดไม่ร้อน
ความจริง: ไดโอดเกิดความร้อนเมื่อมีกระแสไหลผ่าน และถ้ากระแสสูง ความร้อนมาก ต้องติดฮีทซิงค์ช่วยระบาย
7. ไดโอดทุกตัวใช้แทนกันได้
ความจริง: ต้องพิจารณากระแสสูงสุด, แรงดันย้อนสูงสุด และความเร็วในการสวิตช์
8.ไดโอดไม่มีวันเสื่อม
ความจริง: ไดโอดจะเสื่อมเร็วจากความร้อนสูง, การทำงานเกินพิกัด, หรือการกระชากไฟครับ
ไดโอด คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ให้กระแสไฟฟ้าไหลได้เพียงทิศทางเดียว มีขั้วบวก (Anode) และขั้วลบ (Cathode) ชัดเจน นิยมใช้ในการเรียงกระแส แปลงไฟ AC เป็น DCใช้ป้องกันไฟย้อนกลับ ป้องกันแรงดันเกิน และตรวจจับสัญญาณ มีหลายชนิด เช่น ไดโอดธรรมดา, ซีนเนอร์, Schottky, LED, Photodiode
1. ไดโอดกันกระแสย้อนกลับได้ 100%
ความจริง : กันได้แค่ระดับหนึ่ง ยังมีกระแสเล็ดลอดได้เล็กน้อย
เราจะเรียกว่า (Leakage Current) โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิสูง
2. ไดโอดทุกตัวแรงดันตกคร่อมเท่ากันเสมอ
ความจริง : แต่ละรุ่นไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่จะอยู่ราว ๆ 0.6–0.7 โวลต์ เราจะเรียกว่า (Forward Voltage Drop)
3. ไดโอดเรียงกระแสทั่วไป ใช้กับงานที่ความถี่สูงๆได้
ความจริง: ไดโอดเรียงกระแสทั่วไปมีความเร็วสวิตช์ต่ำ ไม่เหมาะกับงานความถี่สูง ต้องใช้ Fast Recovery หรือ Schottky
4. ไดโอดตัดไฟย้อนกลับได้ทันที
ความจริง: ในตอนที่เราสลับขั้วหรือเปลี่ยนทิศทางใช้เวลา ประมาณ หลายร้อยนาโนวินาที ถึงหลายไมโครวินาที (ใช้เวลานิดหน่อย)
5. ไดโอด สามารถทนแรงดันย้อนกลับได้ไม่จำกัด
ความจริง : ต้องเลือกค่าที่เรียกว่า Reverse Voltage Rating ให้สูงกว่าที่แรงดันที่ใช้จริง มิฉะนั้นไดโอดจะเสียหาย
6. ไดโอดไม่ร้อน
ความจริง: ไดโอดเกิดความร้อนเมื่อมีกระแสไหลผ่าน และถ้ากระแสสูง ความร้อนมาก ต้องติดฮีทซิงค์ช่วยระบาย
7. ไดโอดทุกตัวใช้แทนกันได้
ความจริง: ต้องพิจารณากระแสสูงสุด, แรงดันย้อนสูงสุด และความเร็วในการสวิตช์
8.ไดโอดไม่มีวันเสื่อม
ความจริง: ไดโอดจะเสื่อมเร็วจากความร้อนสูง, การทำงานเกินพิกัด, หรือการกระชากไฟครับ
ไดโอด คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ให้กระแสไฟฟ้าไหลได้เพียงทิศทางเดียว มีขั้วบวก (Anode) และขั้วลบ (Cathode) ชัดเจน นิยมใช้ในการเรียงกระแส แปลงไฟ AC เป็น DCใช้ป้องกันไฟย้อนกลับ ป้องกันแรงดันเกิน และตรวจจับสัญญาณ มีหลายชนิด เช่น ไดโอดธรรมดา, ซีนเนอร์, Schottky, LED, Photodiode
ไอซีรักษาแรงดันแบบปรับได้ LM317
9 เรื่องที่คุณอาจ เข้าใจผิด เกี่ยวกับ "คาปาซิเตอร์" ได้
คาปาซิเตอร์ทุกตัวใช้แทนกันได้
ความจริง : ไม่ได้..!! ต้องดูทั้งค่าไมโครฟารัด (µF), ค่าแรงดัน (V) และประเภท เช่น Electrolytic, Ceramic, Film
ค่าแรงดันสูงกว่าเดิมใช้ไม่ได้ต้องเท่ากันเป๊ะๆ
ความจริง : ใช้ได้ แต่ควรเลือกให้เหมาะ ไม่ต่ำกว่าที่วงจรกำหนด และไม่สูงเกินจนขนาดใหญ่เกินพื้นที่
คาปาซิเตอร์ ต่อสลับขั้วได้
ความจริง : ต่อสลับได้เฉพาะแบบไม่มีขั้ว (Non-polarized) เท่านั้น ส่วนแบบมีขั้ว (Electrolytic) กลับขั้ว = ระเบิด
คาปาซิเตอร์บวมแต่ยังใช้ได้
ความจริง : บวม = เสื่อมสภาพ เปลี่ยนไปเถอะครับ
คาปาซิเตอร์ทุกตัว ทำหน้าที่เหมือนกัน
ความจริง : C มีหลายประเภท ใช้งานต่างกัน เช่น กรองไฟ, คัปปลิ้งสัญญาณ, จ่ายกระแสสูงในวงจรเสียง
ค่าไมโครฟารัดผิดนิดๆ หน่อยไม่เป็นไรมั้ง
ความจริง : ในบางวงจร เช่น วงจรจ่ายไฟสวิตชิ่ง ค่า µF มีผลมากว่า 10% ที่จะทำให้วงจรทำงานผิดพลาด
อายุของการใช้งานของ C พอๆกันหมด
ความจริง : ขึ้นกับคุณภาพ ยี่ห้อ อุณหภูมิ และการใช้งาน (ทำงานร้อนบ่อย = เสื่อมเร็ว)
คาปาซิเตอร์ถูก ๆ คุณภาพก็คงเหมือนกัน
ความจริง : ของถูกบางทีค่าจริงไม่ตรงป้าย ESR สูง และเสื่อมไว เสี่ยงทำให้วงจรเสียเร็ว
คาปาซิเตอร์ เป็นแค่ตัวเก็บประจุธรรมดา
ความจริง : มันเป็นหัวใจของความเสถียรในวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เลยนะครับผม
คาปาซิเตอร์ทุกตัวใช้แทนกันได้
ความจริง : ไม่ได้..!! ต้องดูทั้งค่าไมโครฟารัด (µF), ค่าแรงดัน (V) และประเภท เช่น Electrolytic, Ceramic, Film
ค่าแรงดันสูงกว่าเดิมใช้ไม่ได้ต้องเท่ากันเป๊ะๆ
ความจริง : ใช้ได้ แต่ควรเลือกให้เหมาะ ไม่ต่ำกว่าที่วงจรกำหนด และไม่สูงเกินจนขนาดใหญ่เกินพื้นที่
คาปาซิเตอร์ ต่อสลับขั้วได้
ความจริง : ต่อสลับได้เฉพาะแบบไม่มีขั้ว (Non-polarized) เท่านั้น ส่วนแบบมีขั้ว (Electrolytic) กลับขั้ว = ระเบิด
คาปาซิเตอร์บวมแต่ยังใช้ได้
ความจริง : บวม = เสื่อมสภาพ เปลี่ยนไปเถอะครับ
คาปาซิเตอร์ทุกตัว ทำหน้าที่เหมือนกัน
ความจริง : C มีหลายประเภท ใช้งานต่างกัน เช่น กรองไฟ, คัปปลิ้งสัญญาณ, จ่ายกระแสสูงในวงจรเสียง
ค่าไมโครฟารัดผิดนิดๆ หน่อยไม่เป็นไรมั้ง
ความจริง : ในบางวงจร เช่น วงจรจ่ายไฟสวิตชิ่ง ค่า µF มีผลมากว่า 10% ที่จะทำให้วงจรทำงานผิดพลาด
อายุของการใช้งานของ C พอๆกันหมด
ความจริง : ขึ้นกับคุณภาพ ยี่ห้อ อุณหภูมิ และการใช้งาน (ทำงานร้อนบ่อย = เสื่อมเร็ว)
คาปาซิเตอร์ถูก ๆ คุณภาพก็คงเหมือนกัน
ความจริง : ของถูกบางทีค่าจริงไม่ตรงป้าย ESR สูง และเสื่อมไว เสี่ยงทำให้วงจรเสียเร็ว
คาปาซิเตอร์ เป็นแค่ตัวเก็บประจุธรรมดา
ความจริง : มันเป็นหัวใจของความเสถียรในวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เลยนะครับผม
|
|
|
|
|
|
|
|
|